เลขาธิการ สนพ. ชี้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ไม่เข้าใจบริบทของพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์




21 มีนาคม 2559 ฟัง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา พยายามแถลงชี้แจง "การให้สัมภาษณ์เชิงก้าวล่วงจ้วงจาบผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์แห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 17-18 มี.ค. 2559 " แล้ว
นี้ยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ไม่เข้าใจบริบทของพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ สมกับตำแหน่งเจ้ากระทรวงยุติธรรมและในฐานะพุทธศาสนิกชนเลย
ในแง่พระธรรมวินัย
พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระสงฆ์ถามถึงที่มาของทรัพย์หรือสิ่งของที่ทายกทายิกาถวาย ทั้งนี้
-เพื่อรักษาไว้ซึ่งศรัทธาญาติโยม
-เพราะนั่นเท่ากับพระสงฆ์มีความยินดีในทรัพย์หรือสิ่งของที่เขาถวาย
ถ้าเป็นไปตาม รมต.ไพบูลย์ คุ้มฉายาแถลง
ต่อจากนี้ไป เมื่อพระสงฆ์รูปใดจะรับปัจจัยหรือสิ่งของจากญาติโยม เช่น จาก รมว.กระทรวงยุติธรรม เป็นต้น ต้องถามก่อนว่า ทรัพย์หรือสิ่งของที่ถวาย "โกงเขามา หรือได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า?
ในแง่กฎหมาย "เจตนาคือองค์ประกอบหลักในการกระทำความผิด และความหนักเบาของโทษที่ทำ"
ดูเหมือนว่า พล.อ.ไพบูลย์เลือกที่จะเชื่อตามผู้ร้องว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อายุพรรษา 91 ปี มีเจตนาต้องการครอบครองรถโบราณ ขม 99 ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จนต้องสั่งการให้อู่วิชาญทำทุกวิถีทางให้จัดหารถคันนี้มาให้ แม้จะผิดกฎหมายทุกขั้นตอนก็ตาม
ในแง่เจตนา อย่าว่าแต่พระเลย แม้แต่คนทั่วไป ถ้ารู้ว่าสิ่งที่เขาให้ผิดกฎหมาย คงไม่มีใครรับ
ในแง่นี้ ทำไม รมต.จึงสรุปเหมือนมีธงว่า สมเด็จฯ ผู้เป็นประมุขสงฆ์มีเจตนาครอบครองสิ่งผิดกฎหมาย ชนิดปักใจเชื่อเหมือนคนคัดค้านที่มุ่งมั่นใส่ร้ายป้ายสีเจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่างรุนแรง ต่อเนื่อง แบบเล็งเห็นผล
คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจึงสงสัยว่า ทำไม พล.อ.ไพบูลย์ถึงได้แสดงเจตนาที่เข้มข้นผิดปกติตั้งแต่ต้น จนต้องกระโดดลงมาสั่งการ ชี้นำ ควบคุมดีเอสไอ ให้คิด พูด ทำ ตามที่แสดงออกผ่านการให้สัมภาษณ์ทางสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกำลังจะชี้เจ้าประคุณสมเด็จฯจากพยานให้กลายเป็นผู้ต้องหาที่กำลังจะถูกออกหมายจับเลยทีเดียว
นี้ต่างหากที่พุทธบริษัทสงสัยในพฤติกรรมและพฤติการณ์ของท่าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายาว่า
"มีธงตั้งไว้แต่แรกหรือเปล่า จึงมุ่งมั่นสั่งการและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ"
ทั้ง ๆ ที่รู้เต็มอกอยู่แล้วว่า สมเด็จฯท่านเป็นเพียงผู้รับรถโบราณที่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาถวายในฐานะเจ้าอาวาส โดยแสดงเจตนาให้นำรถโบราณคันนี้โชว์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดเพื่อการศึกษาเท่านั้น
นี้ จึงเป็นเหตุให้คณะสงฆ์และพุทธบริษัทเริ่มเชื่อว่า
"รมต. รับลูกผู้ร้อง และเร่งรัดให้ดีเอสไอแถลงให้เกิดความคลุมเครือ จนเป็นมลทินต่อตัวสมเด็จฯ ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งราชอาณาจักรไทย"
ที่สำคัญที่สุด ตั้งแต่ถูกกล่าวหาใส่ร้าย
ไม่เคยเห็นและได้ยินเจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ผู้แม้จะเป็นประมุขสงฆ์ออกมาชี้นำ ตอบโต้ หรือสั่งการให้ใครออกมาตอบโต้แทนเลย
เห็นแต่ท่านเมตตาสั่งไม่ให้พระสงฆ์ และคณะสงฆ์ตอบโต้ ฟ้องร้อง เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง
จนกระทั่งพุทธบริษัท พระสงฆ์ คณะสงฆ์ และองค์กรพุทธทั่วทุกสารทิศทนไม่ได้ ที่เห็นประมุขสงฆ์โดนรุมสกรัมถูกกล่าวหาใส่ร้าย จาบจ้วงล่วงเกินรุนแรงขึ้นทุกวัน ๆ
จนต้องเรียกร้องให้ปลด พล.อ.ไพบูลย์พ้นกระทรวงยุติธรรมเสีย
เพราะเขาเริ่มไม่มั่นใจในท่าทีที่ลุแก่อำนาจ จนไม่มั่นใจว่า ท่านจะมีสติสัมปชัญญะพอที่จะรักษาและอำนวยความยุติธรรมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือเปล่า
ทั้งหมดนี้ต่างหาก ที่เป็นการแสดงพฤติการณ์เชิงจาบจ้วงล่วงเกิน ที่ดูเหมือนจะหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ
"เหมือนจงใจจะทำให้คณะสงฆ์แตกแยก และแบ่งแยกพุทธศาสนจักรออกจากอาณาจักรให้ได้"
เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์
เลขาธิการ สนพ.
22 มีนาคม 2559
เลขาธิการ สนพ. ชี้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ไม่เข้าใจบริบทของพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ เลขาธิการ สนพ. ชี้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ไม่เข้าใจบริบทของพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ Reviewed by Mindful News on 10:05:00 Rating: 5

2 ความคิดเห็น :

  1. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  2. นายคนนี้จิตใจมันต่ำทรามชอบทำลายสถาบันศาสนา

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.