คณะสงฆ์กรรมฐานมีมติไม่ไว้วางใจ ต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการปฏิบัติต่อสถาบันพระพุทธศาสนา

มติสงฆ์จากจตุรทิศ ณ สวนแสงธรรม

เรื่อง คณะสงฆ์กรรมฐานมีมติไม่ไว้วางใจ ต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการปฏิบัติต่อสถาบันพระพุทธศาสนา
ตามที่พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เมตตารับเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมที่ก่อตั้งจากความเสียสละของพระสงฆ์และประชาชนในแต่ละพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ เป็นต้นมา ครั้นพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ ละขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานเมื่อต้นปี ๒๕๕๔ พื้นที่กระจายเสียงซึ่งเป็น “มรดกธรรม” เหล่านี้ย่อมตกเป็น “สมบัติของสงฆ์” ในพระพุทธศาสนา เพื่อเผยแผ่ธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
แม้คณะรัฐบาลแม้คณะรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายชุด แต่ก็ไม่ถึงกับได้ออกคำสั่งซึ่งส่งผลเลวร้ายถึงขั้น "ปิดกั้นทำลาย" สื่อวิทยุในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเช่นที่ได้เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ามาปกครองบ้านเมืองเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นมา สิ่งที่แถลงต่อสาธารณชนว่าจะปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปพระพุทธศาสนา กับความจริงที่เกิดขึ้นเฉพาะกรณี "วิทยุเสียงธรรมหลวงตาฯ" นั้น ถึงวันนี้คณะศิษย์ฯ ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ต่างก็ประจักษ์ด้วยสายตาตนเองอย่างชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันเป็น "รัฐบาลทุศีลในระดับชาติ” หลายข้อ เริ่มต้นด้วยการกล่าว "มุสาวาทา" ไม่ทำตามที่พูดแล้วก้าวเข้าทำ "อทินนาทานา" ด้วยการเข้าปล้นพื้นที่กระจายเสียง "มรดกธรรมหลวงตา" ให้ถึงแก่ความวิบัติ
ในทางกลับกัน รัฐบาลเลือกปฏิบัติคุ้มครองเฉพาะ "วิทยุกลุ่มทุน" ซึ่งหากินกับรัฐจากการผูกขาดสัมปทานวิทยุของรัฐ โดยปล่อยให้ออกอากาศได้ตามปกติทั้งที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตใดๆ จาก กทช. มาก่อนและยังปล่อยให้ใช้กำลังส่งและความสูงเสาเกินกว่าที่เคยจดทะเบียนไว้กับกรมไปรษณีย์โทรเลขได้อีกด้วย ด้วยความอยุติธรรมเช่นนี้ ประชาชนผู้รับฟังธรรมะหลวงตาฯ ในแต่ละภูมิภาคที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก จึงพากันร้องทุกข์มายังคณะสงฆ์กรรมฐาน แม้สงฆ์และมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ จะเพียรพยายามทำหนังสือร้องขอไปยังหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรีไม่น้อยกว่า ๕๐ ฉบับ แต่จนกระทั่งบัดนี้สถานีเครือข่ายที่ถูกปิดก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้กลับมาออกอากาศได้แม้คลื่นความถี่ในที่นั้นๆ จะว่างอยู่ก็ตาม
ต่อมาแม้คณะสงฆ์ฯ และประชาชนจะพากันไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือที่ พิเศษ ๐๕๔/๒๕๕๘ ลว. ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้แจ้งไว้อย่างชัดเจนว่า จะร้องขอต่อนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อหวังให้ใช้อำนาจโดยธรรมตามที่ตนเองได้แถลงไว้ เพื่อยุติการรังแก “วิทยุธรรมะ” ของ กสทช. ในเบื้องต้นดูเหมือนจะได้ผล เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งให้ กสทช. เร่งหาทางออกให้ได้ข้อยุติ จึงตั้ง "คณะทำงานแก้ไขปัญหาวิทยุกระจายเสียงที่เกี่ยวข้องกับศาสนา" ซึ่งต่อมาได้มีการประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๙ มีมติให้ "กลุ่มวิทยุศาสนาที่ไม่มีโฆษณา" ที่ได้รับผลกระทบสามารถใช้มาตรฐานเทคนิคตามที่เคยจดทะเบียนไว้กับ กทช. ได้ และสามารถก่อตั้งขึ้นใหม่ได้เฉพาะในพื้นที่ที่คลื่นความถี่ว่าง
บัดนี้ มติที่ประชุมคณะทำงานฯ ชุดดังกล่าวได้รับการลงนามรับรองจากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานเป็นที่เรียบร้อยจนนานเกินสมควรแล้วซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับคำยืนยันของเลขาธิการ กสทช. ที่ได้กล่าวรับรองท่ามกลางที่ประชุมว่า ขอให้รอเพียง ๓ สัปดาห์เท่านั้นนับจากวันนี้ ผมจะนำเข้าเสนอต่อที่ประชุม กสทช. ฝ่ายที่ดูแลกิจการกระจายเสียง (ซึ่งมี พ.อ.นที ศุกลรัตน์เป็นประธาน) แต่จนถึงขณะนี้ ไม่ปรากฏว่าได้กระทำการจริงตามที่แจ้งไว้แต่อย่างใด กล่าวได้ว่า เลขาธิการ กสทช. เข้าลักษณะเป็น "บุคคลทุศีล" ซ้ำอีกเป็นวาระที่สอง นับจากได้โป้ปดต่อสงฆ์ให้ออกอากาศที่จังหวัดกระบี่ได้แต่แล้วก็กลับ "ทรยศหักหลัง" ต่อคณะสงฆ์ ด้วยการออกคำสั่งให้เข้าจับกุมโดยอ้างเหตุว่าทำตามนโยบายของ คสช. ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า
กล่าวโดยสรุปอย่างตรงไปตรงมา กรณีปัญหาดังกล่าวได้ปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งมาโดยลำดับแล้วว่า ปัญหาความเดือดร้อนจากการปิดกั้นทำลาย "วิทยุเสียงธรรมหลวงตาฯ" ได้ก่อเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการเข้ามาปกครองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อแสดงออกถึงความรับผิดชอบทั้งทางโลกทางธรรมของสงฆ์ที่มีต่อพระพุทธศาสนา ต่อชาติบ้านเมือง และต่อมรดกธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ ผู้แทนคณะสงฆ์กรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากจตุรทิศทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต ซึ่งยึดถือหลักพระธรรมวินัย โบราณราชประเพณี และกฎหมายบ้านเมืองเป็นหลักเกณฑ์ จึงร่วมกันพิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์สุขที่แท้จริงทั้งในโลกนี้และโลกหน้าของสรรพสัตว์ทั้งหลาย และโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งตามมาตรา ๒ วรรค ๒ มีสาระสำคัญแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระพุทธศาสนากับสถาบันพระมหากษัตริย์จนกลายเป็นรากฐานและธรรมนูญของชาติที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” ดังนั้น จึงเป็นภาคบังคับที่องค์กรของรัฐทุกแห่งต้องเข้ามาสนองงานในการอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่
ด้วยเหตุผลความจริงที่กล่าวมาทั้งหมด คณะสงฆ์จากจตุรทิศที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๙ ณ กุฏิพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ มีมติเห็นเป็นเอกฉันท์ดังนี้
๑. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีตำแหน่งหน้าที่ ในบ้านเมืองที่มีอำนาจอย่างเต็มที่และยังใช้เพื่อสิ่งอื่นได้ มากมาย หากแต่ในกรณีนี้กลับเพิกเฉย ไม่ เคยคิดจะนำมาใช้กับงานเผยแผ่ พระพุทธศาสนาผ่านสื่อวิทยุแต่ อย่างใดทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่สื่อประเภทนี้เข้าถึงประชาชนได้โดยง่ายกว่ากว้างกว่าก็ตาม ประหนึ่งว่าไม่ประสงค์ให้ประชาชนได้ยินได้ฟังเสียงธรรมในพระพุทธศาสนาฉะนั้น จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า หาความจริงใจมิได้ ไม่มีแม้แต่การติดตามผล แล้วยังมีเจตนาหลีกเลี่ยงหลบหนีอยู่ตลอดเวลา แม้คณะสงฆ์ และคณะศิษย์ฯ จะร้องทุกข์เพียงใดก็ไม่ใส่ ใจและไม่ให้ความสำคัญ
สงฆ์จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่ไว้วางใจในตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการปฏิบัติต่อสถาบันพระพุทธศาสนา เข้าลักษณะของ "บุคคลทุศีล" จากการ "เสียสัตย์"
๒. พ่อแม่ครูอาจารย์ฯ เมตตาแสดงธรรมไว้เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ ว่า
“ศาสนาไม่ควรที่จะถูกเบียดเบียนอย่างนี้ ควรจะได้รับการส่งเสริมจากคนผู้มีหัวใจเป็นธรรม ที่มันกีดกันนี้ก็คือว่า หัวใจไม่เป็นธรรมนั่นแหละมันเป็นอยู่เวลานี้ .. วิทยุตั้งทางไหนมันตั้งกำหนดกฎเกณฑ์ให้ความกว้างความแคบ ความสูงความต่ำ จากนั้นก็หาว่าไปเบียดเบียนทำลายวงราชการ นี่ละอุบายวิธีทำลายศาสนา ก็เท่ากับทำลายหัวใจคนทั้งชาติทีเดียว”
โดยที่สงฆ์มีหน้าที่โดยตรงที่จะปกป้องศาสนา ในเมื่อสาธารณชนต่างรับรู้ความจริงกันแล้วว่า มีผู้บุกรุกเข้ามาก่อกรรมทำลายพื้นที่กระจายเสียงซึ่งเป็นสมบัติของสงฆ์ให้วิบัติลงไป สงฆ์ย่อมพิจารณาเห็นในทางธรรมว่าผู้นั้นคือ “มหาโจรปล้นพระพุทธศาสนา” ประกอบกับกฎหมายได้บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ซึ่งแทนที่จะทำหน้าที่เพื่อการพิทักษ์รักษาก็หาไม่ กลับกระทำการในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนเองได้เคยปฏิญาณและได้เคยแถลงไว้ทั้งที่มีอำนาจอยู่เต็มมือ แต่กลับจงใจละเลยได้อย่างผู้เก้อยากไม่รู้สึกละอายแก่ใจ
ในครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงให้สงฆ์ทำญัตติทุติยกรรมวาจา “คว่ำบาตร” แก่คฤหัสถ์ผู้เบียดเบียนศาสนา แม้ในกาลบัดนี้ก็เช่นกัน ในเบื้องต้นสงฆ์มีมติเห็นสมควรอาจจะลงนิคหกรรม “คว่ำบาตร” แก่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการปิดกั้นทำลาย "วิทยุเสียงธรรมหลวงตาฯ" ทั้งทางตรงและทางอ้อมดังที่ได้กล่าวมาแล้วโดยลำดับ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การทำญัตติทุติยกรรมวาจา “คว่ำบาตร” สำเร็จผลได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเมื่อครั้งพุทธกาล สงฆ์จึงมีมติให้กราบเรียนหารือในรายละเอียดต่อพระมหาเถระผู้มีอายุพรรษาสูงและมีคุณธรรมอีกครั้ง เพื่อวางแนวทางกำหนดกาลเวลาสถานที่ขั้นตอนให้เกิดความรอบคอบและเหมาะสมสูงสุด การจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอย่างไรนั้น เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจนแล้ว สงฆ์จะแจ้งต่อสาธารณชนต่อไป
๓. สงฆ์เห็นชอบให้นำมตินี้แจ้งอย่างเป็นทางการต่อบุคคลสำคัญของชาติในแต่ละสายที่มีความรักเทิดทูนในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายผู้มีใจรักชาติศาสน์กษัตริย์อย่างแท้จริงเหล่านั้น จักได้ช่วยกันอบรมตักเตือน รวมทั้งพิจารณา และวินิจฉัยถึงความประพฤติและการปฏิบัติหน้าที่ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติบ้านเมืองโดยมิชักช้าต่อไป
๔. สงฆ์มีมติให้แจ้งเป็นที่สุดว่า มติสงฆ์นี้ มิได้กระทำไปด้วยอคติ ๔ หากแต่สงฆ์มีความมุ่งหวังอย่างแรงกล้า ที่จะพิทักษ์ปกป้องมหาชนผู้สนใจใฝ่ธรรมอย่างสุดกำลังความสามารถ เขาเหล่านั้นสมควรได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตจากการรับฟังเสียงอรรถเสียงธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อมรรคผลนิพพาน แก่มหาชนทั้งหลายเหล่านั้น จึงถือเป็นความจำเป็นที่ต้องออกมติสงฆ์ในครั้งนี้
จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
คณะสงฆ์ศิษยานุศิษย์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙









ที่มา: www.luangta.com


คณะสงฆ์กรรมฐานมีมติไม่ไว้วางใจ ต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการปฏิบัติต่อสถาบันพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์กรรมฐานมีมติไม่ไว้วางใจ ต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการปฏิบัติต่อสถาบันพระพุทธศาสนา Reviewed by Mindful News on 09:10:00 Rating: 5

2 ความคิดเห็น :

  1. ดูแล้วน่าจะจริง พุทธศาสนาถูกกระทำมาตลอดื ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

    ตอบลบ
  2. ดูแล้วน่าจะจริง พุทธศาสนาถูกกระทำมาตลอดื ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.