สิ้นแล้ว”ประเทศไทย แจกดวงตาชาวพุทธ กับพรบ.ศาสนาอิสลาม 2 ฉบับ

สิ้นแล้ว”ประเทศไทย
แจกดวงตาชาวพุทธ กับพรบ.ศาสนาอิสลาม 2 ฉบับ
* * * * *


กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ในการบริหารประเทศชาติ เมื่อศัตรูยึดกฎหมายได้ และออกกฎหมายมาบังคับพลเมืองได้ ประชาชนก็ถูกกำจัดด้วยกฎหมาย ไม่ตายก็เหมือนตาย ไม่สิ้นชาติก็เหมือนสิ้น
มูลเหตุที่พูดเช่นนี้ เพราะมีกฎหมายและพรบ.ของศาสนาอิสลามที่ประกาศใช้ทับกับกฎหมายไทยอยู่ในเวลานี้ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเลย และส่วนมากก็คิดว่ามันเป็นพรบ.บริหารกิจการภายในของศาสนาอิสลามเอง คงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อคนในศาสนาอื่นมั้ง คนทั่วไปคงคิดเช่นนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มันเป็นกฎหมายที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ในอำนาจของรัฐ แล้วมีผลบังคับให้รัฐต้องทำตามพรบ.นั้นๆ ด้วย เช่น ต้องจัดสรรงบประมาณให้เขา การแต่งตั้งคนของเขาให้เป็นพระราชอำนาจ รวมไปถึงมีบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามอีกด้วย และอัตราโทษทั้งจำทั้งปรับในอัตราที่สูงผิดปกติ




ต่อไปนี้ เป็นบทวิเคราะห์และชี้ประเด็นที่เป็นการยึดครองประเทศไทยโดยกฎหมายอย่างไร ขอเริ่มที่พรบ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540



1. ด้านบุคลากรที่ถูกยกระดับด้วยกฎหมาย
ตามความในมาตรา 6 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย โดยให้นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นจุฬาราชมนตรีขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง และให้มีเงินเดือนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ในมาตรา 8 ได้กำหนดหน้าที่ของจุฬาราชมนตรีไว้ว่า
(1) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม(ซึ่งศาสนาอื่นๆ ไม่เคยมีอำนาจหน้าที่เช่นนี้มาก่อน) นี้เป็นเหมือนดาบอาญาสิทธิ์ว่า ทางราชการจะทำอะไรนั้นจะต้องหารือเขาเสียก่อน และห้ามทำเกินกว่าที่เขาเสนอความเห็นมา
(2) ถ้าจุฬาราชมนตรีไม่ให้คำปรึกษาเอง ยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามได้อีกด้วย ดังนั้น ไม่ว่าหน่วยงานราชการไหน จะทำอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาทั้งหมด ซึ่งศาสนาอื่น ๆ เช่นศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาหลักของประเทศยังไม่มีสิทธิ์เช่นว่านี้เลย และที่สำคัญคำว่า บทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามนั้น หมายถึงคัมภีร์อัลกูรอาน ที่เต็มไปด้วยการสั่งฆ่าผู้ไม่ได้นับถืออิสลาม หรือแม้แต่คนที่นับถือแล้ว จะหันหลังให้อิสลาม นั่นแสดงว่า ความรุนแรงกำลังจะตามมาแน่นอน
นอกจากนี้ มาตรา 16 ยังกำหนดให้โปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยขึ้น แต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และมาตรา 23 กำหนดให้จังหวัดใดที่มีมัสยิด 3 แห่งขึ้นไป ให้จังหวัดนั้นแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขึ้นคณะหนึ่งจำนวน 9 ถึง 30 คน และให้มีประธาน รองประธาน เลขานุการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามความจำเป็น และให้กระทรวงมหาดไทยประกาศชื่อผู้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ในราชกิจจานุเบกษา นี้คือ การกำหนดให้หน่วยงานราชการต้องเป็นผู้รับสนองงานของพวกตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ มาตรา 10 ยังกำหนดไว้ว่า (1) จุฬาราชมนตรี (2) กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (3) กรรมการอิสลามประจำจังหวัด (4) กรรมการอิสลามประจำมัสยิด มีสิทธิ์สวมเสื้อครุยและประดับเข็มพระปรมาภิไธยได้เหมือนกันหมดทุกคน นี้คือ การยกระดับคนของเขาให้สูงกว่าคนในศาสนาอื่นๆ
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ 11 ข้อ ขอนำมาเฉพาะที่สำคัญๆ คือ
(1) ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ข้อนี้คือตั้งบุคคลกำกับจี้ให้ 2 กระทรวงนั้นต้องจัดสรรงบประมาณต่างๆ ออกมาให้ศาสนาอิสลามตามที่กำหนดไว้ในมาตราต่างๆ อย่างไม่มีทางเลือก
(4) ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด
(10) ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางศาสนาและการศึกษาศาสนาอิสลาม
(11) ประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในกิจการที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม
เหล่านี้ คือ คนของศาสนาอิสลามจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอยู่ตลอดเวลา จึงเท่ากับว่าเขาครอบงำหน่วยงานของรัฐได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วนั่นเอง
มาตรา 30 ได้กำหนดกรรมการอิสลามประจำมัสยิดไว้ดังนี้ (1) อิหม่าม เป็นประธานกรรมการ (2) คอเต็บ เป็นรองประธาน (3) บิหลั่น เป็นรองประธาน และทั้ง 3 คนนี้ ให้ถือว่าไม่เป็นนักพรตหรือนักบวช เพื่อให้สามารถเล่นการเมืองได้ (4) สัปปุรุษประจำมัสยิด โดยกำหนดให้มี 6 -12 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
สรุปว่า ตามพรบ.อิสลามฉบับนี้ บุคลากรของศาสนาอิสลามทุกคนได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้ง มีเงินเดือนประจำตำแหน่ง มีสิทธิสวมเสื้อครุยและประดับเข็มปรมาภิไธยได้ และเป็นที่ปรึกษากำกับกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ มันเป็นพรบ.ที่เป็นเหมือนกฎหมายทับซ้อนกับกฎหมายไทยอีกอันหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ทราบ

2. ผลประโยชน์ที่ไม่ต้องลงทุน
มาตรา 5 กำหนดว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรานี้ เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ทั้ง 2 กระทรวงหลักออกกฎระเบียบต่างๆ มาสนองงานของศาสนาอิสลามได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ตามคำปรึกษาเสนอแนะของคณะกรรมการกลางอิสลาม เช่น มาตรา 11 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ในทุกจังหวัด เมื่อเห็นสมควร ข้อนี้ถ้ามีคนอิสลามขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงจะมีอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ทุกจังหวัดเลย และจะรวดเร็วมากๆ สิ่งที่ซ้ำใจที่สุด คือ ทุกอย่างใช้งบประมาณหลวงทั้งหมด ตั้งแต่ซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้าง อุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงค่าสอนที่เป็นครูอิสลาม แต่สอนศาสนาอิสลาม เรียนภาษาอิสลาม
ต่อมา มาตรา 12 การสร้าง การจัดตั้ง การย้าย การรวม การเลิก และการจดทะเบียนมัสยิด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกระทรวง การจัดตั้งการร่วม และการเลิกมัสยิดให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การสร้างมัสยิดในข้อนี้ ก็เช่นเดียวกันใช้งบประมาณหลวงทั้งหมด และกรรมการประจำมัสยิดก็มีเงินเดือน เรียกว่า ใช้ของหลวงฟรี ด้วยผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ที่พวกเขาไม่ต้องลงทุนเลย มีแต่ได้ล้วนๆ พวกเขาจึงเร่งหาสถานที่สร้างมัสยิดให้ครอบคลุมทั้งประเทศและเป้าหมายคือ ให้ครบทุกตำบล
นอกจากใช้งบหลวงแล้ว ผู้รับเหมาสร้างมัสยิดจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพวกเขาเอง โดยมัสยิดแต่ละแห่งใช้งบประมาณเป็นหลัก 100 ล้านบาท และเงินเหล่านี้พวกเขาก็ได้เองทั้งหมด
ถ้าพรบ.ฉบับนี้เปลี่ยนชื่อจากพระราชบัญญัติบริหารกิจการศาสนาอิสลาม มาเป็นพระราชบัญญัติบริหารกิจการพระพุทธศาสนาแล้ว พวกเราชาวพุทธไม่ต้องเหนื่อยกับการบอกบุญใครๆ อีกต่อไป แม้นั่งอยู่ที่บ้านหรือนอนอยู่ที่วัดก็จะมีเม็ดเงินต่างๆ ไหลเข้ามาหาอยู่ตลอดเวลา ศาสนาคงจะเจริญรุ่งเรืองมาก ถ้าเป็นเช่นที่ว่านี้ มันคงจะสบายไปตลอดชาติเลยชาวพุทธเรา

3. พรบ.ส่งเสริมการฮัจย์ 2524
อีกฉบับหนึ่งของพรบ.อิสลาม คือ พรบ.ส่งเสริมการฮัจย์ มาตรา 6 ได้กำหนดหน้าที่ให้กระทรวงต่าง ๆ ของไทยทั้งหมด 13 กระทรวงด้วยกัน ในการมีส่วนช่วยการไปทำพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอารเบียของคนมุสลิม ประกอบด้วย

1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

2. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

3. ปลัดกระทรวงคมนาคม

4. ปลัดกระทรวงมหาดไทย

5. ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศ

6. ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข

7. ผู้แทนกรมการปกครอง

8. ผู้แทนกรมตำรวจ

9. ผู้แทนกรมประชาสงเคราะห์

10. ผู้แทนกรมประมวลข่าวกลาง

11.ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

12. ผู้แทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

13. ผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ อีกไม่เกิน 4 คน
นอกจากนี้

มาตรา 14 ยังกำหนดให้อธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง และให้กรมการศาสนาทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ อีกด้วย มีหน้าที่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการหรือที่กรรมการมอบหมาย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และอื่นๆ

จากทั้ง 2 มาตรานี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากต้องมาบริการชาวมุสลิมที่ต้องไปฮัจย์ทุกปี และจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้พวกเขาไปฟรี ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะมีกฎหมายมาตราสำคัญบังคับไว้ให้ต้องทำ คือ

มาตรา 15 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 5 (1) หรือ (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 16 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 5 (3) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 17 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ เงื่อนไข หรือมาตรการใดๆ ซึ่งออกตาม

มาตรา11 (2) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ในการไปฮัจย์นี้ก็คล้ายๆ กับการสร้างมัสยิด คือมีบริษัทมารับเหมาช่วงในการรับจัดบริการขนส่งให้กับผู้ไปฮัจย์ด้วย

โดยมาตรา 5 (1) (2) (3) กำหนดให้มีการรับจัดบริการขนส่ง ซึ่งผู้ที่ไปจะถือไปเองไม่ได้ ต้องมีบริษัทรับเหมาขนสัมภาระให้ตลอดการเดินทาง และบริษัทเหล่านี้ ก็เป็นของพวกเขาเอง ไม่ต่างไปจากการสร้างมัสยิดเลย

สรุปว่า ข้าราชการไทยทุกตำแหน่งถูกอิสลามยึดหมดแล้ว ที่สำคัญ คือ งบประมาณมหาศาลที่ใช้ไปกับกิจการของอิสลามทั้งสร้างมัสยิด ทั้งการไปฮัจย์ และอื่นๆ แต่ละปีหลายพันล้านบาท หรืออาจเป็นหมื่นล้านบาท

ขอให้ท่านทั้งหลายหลับตานึกภาพดูจะรู้ว่า ประเทศไทยเรา ที่บรรพบุรุษกอบกู้มา และรักษาไว้ จะมาสิ้นชาติเอาในยุคของพวกเรานี้เองหรือ เศร้าสุดๆๆๆ อนิจจา

บทความ  อาจารย์สิทธิ์ศักดิ์  สิรินันโทภิกขุ



สิ้นแล้ว”ประเทศไทย แจกดวงตาชาวพุทธ กับพรบ.ศาสนาอิสลาม 2 ฉบับ สิ้นแล้ว”ประเทศไทย แจกดวงตาชาวพุทธ กับพรบ.ศาสนาอิสลาม 2 ฉบับ Reviewed by janjaoka pim on 05:25:00 Rating: 5

48 ความคิดเห็น :

  1. เหลวไหลข้อมูลเท็จทั้งนั้น
    พูดโดยไร้หลักฐาน
    บิดเบือนสร้างความแตกแยก
    มัสยิดแต่ละแห่งสร้างด้วยเงินเรี่ยไรของพี่น้องมุสลิม
    กรรมการมัสยิดไม่มีเงิน
    การทำฮัจย์ใช้เงินส่วนตัวรัฐช่วยในเรื่อง วีซ่าหนังสือเดินทาง พยาบาล
    คุณทีเขียนบทความนี้เเละเอาไปเผยแพร่ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง
    ถามหน่อยเหอะทำไปเพื่ออะไร

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. แน่ใจหรอถ้าจำไม่ผิดเงินกู้ที่มาทำสุดท้ายก็คืิอภาษีประชาชนนะ

      ลบ
    2. แล้วทุกวันนี้รัฐอนุมัติ เงิน 4หมื่นล้าน เพื่ออุ้มธนาคารอิสลาม ทั้งๆที่คนอิสลามกู้เงินไม่เคยจ่ายดอกเบี้ย แถมต้องให้ดอกเบี้ยเป็นค่ากำนัล แล้วในกรณีที่ขอโควต้าในการสอบเข้ามหาลัยเฉพาะอิสลาม อย่างนี้เอาเปรียบมั้ย แถมยังสร้างนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลที่เชียงใหม่ รัฐจ่ายทั้งหมด ไม่เรียกเอาเปรียบเหรอ แล้วที่ผ่านมาใครกันแน่ที่เริ่มต้นก่อน ในพม่าคนพุทธอยู่ดีๆ ไปข่มขืนผู้หญิง เผาวัด พอเขาเอาคืนก็อ้างแตกแยก

      ลบ
    3. อย่าบอกว่าเหลวไหลครับถ้าไม่จริงก็แจ้งความเลยครับคนชาวพุทธรอฟังอยู่ไม่ใช่เชื่อเลยแต่ถ้าไม่จริงก็ฟ้องร้องเลยครับจะได้รู้ความจริง

      ลบ
    4. ถ้าไม่จริงแจ้งเจ้าหน้าปิด blog นี้เลยครับ ถ้าไม่ปิด แสดงว่าจริง

      ลบ
    5. มัสยอดส่วนใหญ่ได้จากการบริจาคทั้งนั้น บริจาคจากสถานฑูตจากประเทศอาหรับบ้าง เพราะมุสลิมต้องบริจาคทุกปี มีมากก็ให้มาก มีน้อยก็ให้น้อย แต่ต้องบริจาคค่ะ น่าจะค้นคว้าศึกษากันบ้างนะ

      ลบ
    6. http://www.thaimuslim.com/view.php?c=2&id=25947

      แบบนี้เรียกว่า อะไรดี คุณ Zida saw

      ลบ
    7. http://www.thaimuslim.com/view.php?c=2&id=25947

      แบบนี้เรียกว่า อะไรดี คุณ Zida saw

      โง่...กันหมดใช่ป่าวครับ

      ลบ
    8. ผมเองเป็นคนพุทธครับ ผมว่าทุกอย่างเป็นแผนของชนชั้นปกครองที่นับถืบศาสนาพราหมณ์ เพราะศาสนาพุทธในประเทศไทยถูกครอบด้วยพราหมณ์อีกชั้น
      ตลอดเวลาเขาคุมได้แต่ธรรมกายพราหมณ์คุมไม่ได้เขาจึงกลัว กลัวว่าชาวพุทธจะตาสว่าง จากความงมงาย จึงเสี่ยมให้พุทธและอิสลามสู้กัน เขานั่งดู แล้วปกครอง

      ลบ
    9. เอกสารข้างบนเป็นกฏหมายที่เขาคัดลอกมา ไม่ได้แต่งขึ้นมาเอง และรัฐใช้เงินภาษีของประชาชนสนับสนุนพิธีฮัจย์ 300 กว่าล้าน เช่าเหมาลำเครื่องบินให้ ดูแลตลอดการเดินทาง ไม่ใช่แค่ค่าขอวีซ่า ใครโง่ก็ไปหาอ่านเอา หนังสือพิมพ์ก็มี แล้วธนาคารอิสลามขาดทุนปีละไม่ต่ำกว่าสามหมื่นล้าน ข้อมูลมีเยอะแยะสามารถเช็คได้ อย่างนี้ยังจะเรียกว่าสร้างเรื่องให้เกิดความแตกแยกอยู่อีกหรือ ไทยจะเป็นทาสก็เพราะพวกโลกสวยแต่ไร้สมอง มัสยิสที่สร้างก็เงินภาษีคนพพุทธทั้งนั้น ไม่เชื่อไปเช็คข้อมูลก่อนได้เลย ข้อมูลพวกนี้สาธารณะ อย่าสักแต่อ้าปากค้านอย่างเดียว เดี๋ยวเขาจะหาว่าโง่

      ลบ
    10. ผมงงจิงๆไอพวกที่บอกว่ารัฐบาลเอาเงินให้อิสลามคำถามกูคือมุสลิมทั่งประเทศมีกี่เปอร์เซ็น10%แล้วถามต้องจ่ายภาษีไหมก้ต้องแล้วถามว่าถ้างบจะมาถึงแขกสัก10%ให้มันเท่ากับจำนวนที่จ่ายนี้ผิดอะไรหรอสมองมีไหมงบปีหนึ่ง2.5ล้านล้านถึงแขกเท่าไรกี่เปอร์เซ็นเห็นตัวเลขแค่ร้อยล้านทำเป็นบ่น สัสงั่นกูไม่ต้องจ่าย๓าษีเอาไหมในเมื่อจ่ายไปเงินไม่ถึงอิสลามสักบาทมีสมองก็คิดบ้างคนทุกคนจ่ายภาษีสัสเงินถึงมือแขากร้ยกว่าร้อนทำเป็นบ่นกี่เปอร์เซ็นของงบประมาณหะไอพวกโง่คิดแบบสองมาตรฐาน คิดว่าตัวเองฉลาดพูดได้ไง๓าษีคนพุทธไอควายคนแขกไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนบุคคลริไงไอพวกโง่คิดไม่เป็น ให้สือมันปั่นข่าวหลอกให้ตีกัน พวกมึงนั่นละโลกสวยที่ยังคิดแบบนี้สมแล้วที่ประเทศไทยเจริญช้าแบบนี้แค่ตัวเลขง่ายก็คิดไม่เป็นสมแล้วจิงๆ

      ลบ
  2. กรรมการมัสยิดไม่มีเงินเดือน

    ตอบลบ
  3. ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงก็ฟ้องร้องดิ..อย่าเห่าอย่างเดียวประชาชนจะได้รู้กันซะที..เอาให้ดังๆเลยนะ..

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. น่าจะจริงเลยไม่กล้าจะเห่าดัง ศาสนามัวเมาในกาม เป็นภัยต่อความสงบทั้งในประเทศและทั่วโลก คือมุสลิม อิสลามพวกนี้

      ลบ
  4. การกระทำมันฟ้องมามากมาย อย่ามาบอกว่าไม่จริง

    ตอบลบ
  5. พี่ๆคะ แล้วที่ล่าสุดขึ้นเงินเดือนให้ท่านจุฬาราชมนตรี เป็นเดือนละ 15,000.บาท มันไม่จริงใช่ไหม เป็นเรื่องเหลวงไหลเหมือนกันใข่ไหม?

    ตอบลบ
  6. ผุ็ใหญ่บ้านเมืองนี้ยังก็ตรวจสอบให้ดีๆน่ะครับ

    ตอบลบ
  7. ตัดปัญหา เอารัฐธรรมนูญ/กฎหมายประกอบ รธน.ว่าด้วย ศาสนาอิสลาม/อำนาจหน้าท่ี/ผู้รับผิดชอบ เผยแพร่ให้ ประชาชนทราบทั่วประเทศ แล้วมาตัดสินกัน ดีไหม

    ตอบลบ
  8. สาธารณรัฐอิสลามสยามดารูสซาลามจงเจริญ

    สยามเมืองยิ้มจงยิีมให้กับนายกนุ่งโสร่งในอานาคต
    ลืมโจงกระเบนไปได้เลย

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. คืออะไร.. ขออนุญาติแชร์ต่อน่ะ

      ลบ
    2. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

      ลบ
    3. สิ่งใดได้มาโดยไม่ชอบธรรมและเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องแตกแยกเสียเลือดเสียเน้ือ ขอให้ผู้นั้นจงวิบัติ

      ศาสนาอิสลามไม่เคยชนะใคร แพ้ตลอด แพ้ตัวเอง และแพ้ที่คนในศาสนาตัวเองต่างก็ลาออกจากการเป็นอิสลามไปเป็นพุทธและคริสต์

      ลบ
  9. สาธารณรัฐอิสลามสยามดารูสซาลามจงเจริญ

    สยามเมืองยิ้มจงยิีมให้กับนายกนุ่งโสร่งในอานาคต
    ลืมโจงกระเบนไปได้เลย

    ตอบลบ
  10. ว่างกันมากนักหรือไง ถึงได้ขยันหาเรื่องต่างๆนานามาจุดปะกายความขัดแ้ง นี่แหละนะ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านเคยตรัสไว้ว่าที่ประเทศชาติวุ่นวายเพราะคนไทยลืมหน้าที่ของตัวเอง นี่แหละวันๆไม่คิดทำอะไรดีๆคอยแต่จะหาเรื่องปลุกปั่นยุยงให้แตกแยกกัน

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. นี่ค้อหน้าที่

      ลบ
    2. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

      ลบ
  11. ปัจจุบัน มีเหตุการณ์ฟ้องภาพชัดเจน เรื่องการใช้งบประมาณ และการตัดงบประมาณ ของทั้งสองฝ่าย มีประกาศออกมาเป็นลายหลักอักษร ใครได้รับ ไม่ได้รับงบประมาณ จงเจริญเถอะ ประเทศไทย ช่วยกันเปิดตาเปิดใจรับความจริงกันหน่อย ยุคสมัยไทย ยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ

    ตอบลบ
  12. เขียนข่าวได้ทุเรศมาก

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้ามีปัญหาเรื่องศาสนาอิสลาม ก็แก้กฏหมายให้เหมาะสม แค่นี้ก็จบ

      ลบ
  13. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  14. แผนคือให้ผู้ชายหาเมีย4คนออกลูก4คนต่อปี มันศาสนาหรือลัทธิบ้ากามตัณหาราคะ อะดิ!!!

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. เหรอ แล้วคน ศาสนาพุธ มีเมียได้กี่คนครับ "ห้ามเกิด 2 โหล หรือ ห้ามเกิน 4 โหล หรือเท่าไหรก็ได้ไม่กำหนด " ดูของตัวเองนิดก่อนว่าใครน่ะครับ

      ลบ
    2. ให้สิทธิมีเมีย4คน แต่ความจริงส่วนใหญ่มีเมียคนเดียว ใครจะมีเมีย4คนครับ เงินก็ไม่มี จะเงินที่ไหนมาเลี้ยงเมีย เมีย4คน เมียกับเมียก็ตีกันตายห่า มีเรื่องทุกวัน ส่วนคนไทยพุทธก็มีเมียหลายคนได้ ถ้ามีเงิน กฏหมายไม่มีกำหนดว่าห้ามมีเมียหลายคน

      ลบ
    3. @Surin Lue ท่านศึกษามาดีหรือยัง เกณฑ์ ที่อิสลามเขาอณุญาต ให้ผู้ชายมีเมีย 4 คน ถ้ายัง ท่านลองไปศึกษา ให้ถ่องเเท้เสียก่อนนะท่าน

      ลบ
  15. แผนคือให้ผู้ชายหาเมีย4คนออกลูก4คนต่อปี มันศาสนาหรือลัทธิบ้ากามตัณหาราคะ อะดิ!!!

    ตอบลบ
  16. แน่จริงก็อย่าลบอีก13ข้อ

    ตอบลบ
  17. มัสยิดที่ภูเก็ต รัฐให้ 250 ล้าน พร้อมสร้างในป่าสงวน

    ตอบลบ
  18. ความจริงมันมีอยู๋ แต่รัฐมิได้แถลงให้ประชาชนได้รับรู็ แม้พี่น้องต่างศาสนิกก็มิได้รับรู้ เรามิได้ว่าหรือต้องการกระทบกระทั้งกับพี่น้องต่างศาสนิก

    ตอบลบ
  19. ติดตามรายละเอียด ทั้งคลิปเสียงจากพระชั้นผู้ใหญ่ ทางเพจ "ชุมชนการเมืองเพื่อประชาชน" ที่พระชั้นผู้ใหญ่ออกมาพูด และวิธีการดำเนินการกับมุสลิมในประเทศ โดยนายกรัฐมนตรี จูเลีย กิลลาด ของออสเตรเลีย ในเพจเดียวกัน

    ตอบลบ
  20. เอาแบบนี้จะได้กระจ่าง เผยเผยพรบ.อิสลามกันชัดๆ
    ไล่ดูแต่ละข้อเลย เพราะชาวบ้านทั่วไปไม่รู้และไม่สนใจด้วย สามารถแอบแฝงได้

    ตอบลบ
  21. เอาแบบนี้จะได้กระจ่าง เผยเผยพรบ.อิสลามกันชัดๆ
    ไล่ดูแต่ละข้อเลย เพราะชาวบ้านทั่วไปไม่รู้และไม่สนใจด้วย สามารถแอบแฝงได้

    ตอบลบ
  22. ใจเย็นครับ กฎหมายอิสลามก็บังคับใช้กับอิลามไม่ใช่รึ โยงกับพุทธทำไม เหมือนอยากให้แตกแยก?

    ตอบลบ
  23. ไม่แตกแยกเลย แค่รุกทำลายวัดไล่จับพระแต่สนับสนุนสร้างมัสยิด นี่แหละคืนความสุขสู่ประชาชน

    ตอบลบ
  24. ข่าวลือมาว่าเมื่อรัฐถังแตก รับเงินเขามาแล้ว ต้องทำอย่างที่สัญญาไว้ คือเปลี่ยนประเทศไทย​เป็นประเทศ​ที่นับถือศาสนา...

    ตอบลบ
  25. ผมงงจิงๆไอพวกที่บอกว่ารัฐบาลเอาเงินให้อิสลามคำถามกูคือมุสลิมทั่งประเทศมีกี่เปอร์เซ็น10%แล้วถามต้องจ่ายภาษีไหมก้ต้องแล้วถามว่าถ้างบจะมาถึงแขกสัก10%ให้มันเท่ากับจำนวนที่จ่ายนี้ผิดอะไรหรอสมองมีไหมงบปีหนึ่ง2.5ล้านล้านถึงแขกเท่าไรกี่เปอร์เซ็นเห็นตัวเลขแค่ร้อยล้านทำเป็นบ่น สัสงั่นกูไม่ต้องจ่ายภาษีเอาไหมในเมื่อจ่ายไปเงินไม่ถึงอิสลามสักบาทมีสมองก็คิดบ้างคนทุกคนจ่ายภาษีไอพวกโง่คิดแบบสองมาตรฐาน คิดว่าตัวเองฉลาดพูดได้ไงภาษีคนพุทธไอควายคนแขกไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนบุคคลริไงไอพวกโง่คิดไม่เป็น ให้สือมันปั่นข่าวหลอกให้ตีกัน พวกมึงนั่นละโลกสวยที่ยังคิดแบบนี้สมแล้วที่ประเทศไทยเจริญช้าแบบนี้แค่ตัวเลขง่ายก็คิดไม่เป็นสมแล้วจิงๆ

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.