นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า การมีบริวารโง่แต่ขยันเอาใจนาย รังแต่นำความฉิบหายมาให้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วนะ แต่น่าจะเป็นเรื่องจริง ความมีอยู่ว่า ...

มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าอโศก


ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาจนเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ทำให้ลัทธิความเชื่ออื่นในสมัยนั้น ขาดลาภสักการะ อดอยากปากแห้งไปตามๆกัน

พวกนักบวชต่างศาสนาจึงแฝงตัวเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อแสวงหาลาภบ้าง เพื่อต้องการทำลายบ้าง บวชแล้วก็ยังยึดถือความเชื่อเดิม ไม่อยู่ในพระธรรมวินัย พระสงฆ์ที่เคร่งครัดเห็นดังนั้น จึงเอือมระอา ไม่ร่วมทำสังฆกรรมกับพวกพระนอกรีต เพราะพระจริงพระปลอมมีมั่วไปหมด

พวกข้าราชการ จึงนำความทูลพระราชาว่า พระไม่สามัคคีกัน พระราชาจึงสั่งอำมาตย์คนหนึ่งบอกว่าให้ไปจัดการทำให้พระสามัคคีกันเสีย

อำมาตย์ผู้โง่แต่ขยัน เลยส่งราชบุรุษ(คงจะเป็นทหารหรือ DSI สมัยนี้มั๊ง) ไปจัดการพระ เมื่อไปถึงวัด ก็ถามพระว่า ทำไมไม่สังฆกรรม(สวดมนต์)ด้วยกัน พระก็บอกว่า ก็พวกนั้นเป็นพระปลอม ราชบุรุษจึงไล่ถามตั้งแต่พระปลายแถว(พรรษาน้อยสุด)ก่อน องค์ไหนบอกว่าไม่ยอมร่วมก็ฟันคอพระมรณภาพไปทีละรูปๆ

บังเอิญโชคดีวัดนั้นมีพระรูปหนึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาพระราชา เห็นดังนั้น จึงเอาคอไปขวางแทน พวกราชบุรุษเลยไม่กล้าฟัน จึงไปกราบทูลพระราชา

พระราชารู้ดังนั้นก็ตรัสว่า "ไอ้ฉิบหาย กูบอกให้ไปทำให้พระสามัคคีกัน ไม่ใช่ให้ไปฆ่าพระ" แล้วท่านก็กังวลเป็นอย่างมากว่าท่านจะบาปหรือเปล่า(ขนาดไม่ได้สั่ง ยังกลัวบาป)

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า การมีบริวารโง่แต่ขยันเอาใจนาย รังแต่นำความฉิบหายมาให้

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า การมีบริวารโง่แต่ขยันเอาใจนาย รังแต่นำความฉิบหายมาให้ นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า การมีบริวารโง่แต่ขยันเอาใจนาย รังแต่นำความฉิบหายมาให้ Reviewed by janjaoka pim on 02:06:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น :

ขับเคลื่อนโดย Blogger.