ร่วมกันเฝ้าระวัง #กฎมหายชารีอะห์ ประชาธิปัติ ผลักดันเต็มที่




วันที่ ๗ มีนาคม ปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๔ เวลา ๘.๐๐ น.
นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีพร้อมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล หารือเรื่องผู้บริหารโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกไม่อนุญาต่ให้นักเรียนคลุมฮิญาบ และให้ผลักดันกฎหมายครอบครัวและมรดกมุสลิมให้บังคับใช้ทั่วประเทศ          ซึ่งเดิมมีพระัราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พระพุทธศักราช ๒๔๘๙ ถูกบังคับใช้มาแล้วกว่า ๖๕ ปี ่ครั้งนี้ต้องการให้บังคับใช้ทั่วประเทศ ถ้าหากดูผิวเผินน่าจะไม่มีอะไร เพราะบังคับใช้เฉพาะมุสลิม แต่ครั้งนี้ยังได้สอดแทรกข้อบังคับตามหลักศาสนาอิสลามอย่างกว้างขวาง เพื่อเปลี่ยนไทยให้เป็นรัฐอิสลาม ดูรายละเอียดข่าว 


วันที่ ๑๖ กุมภาัพันธ์ ปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๓
นายถาวร เสนเนียม
 นายถาวร เสนเนียม
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
[สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์]
          นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ยันประชาธิปัตย์ดันร่างกฎหมายตั้งศาลชารีอะห์เข้าสภาฯ แล้ว จะพยายามแจ้งเกิดในรัฐบาลประชาธิปัตย์ชุดนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม 

การปฏิบัติตามข้อบัญญัติกฎหมายอิสลามตามพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน
หากขัดหรือแย้งหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายใด
ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
และไม่อาจถือเป็นความผิดที่จะต้องรับโทษตามกฎหมายใด" 
[มาตรา ๑๔]


"ให้นำบทบัญญัติของประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ
ข้อบัญญัติกฏหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัว และมรดก ตามพระมหาคัมภีร์ฺอัลกุรอาน" 
[มาตรา ๑๕]


"การตีความบทบัญญัติแห่งพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ให้องค์คณะกอฎีศาลฎีกาเป็นผู้นินิจฉัยชี้ขาด" 
[มาตรา๖]

พรบ.ฉบับนี้ทุกอย่างให้บังคับใช้ตามบทบัญญัติพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน
มีผลให้

         ๑. คู่สมรสฝ่ายที่มิใช่มุสลิม เมื่อสมรสกับมุสลิมจะต้องกลายเป็นมุสลิมโดยกฎหมาย ตามคัมภีร์อัลกุรอาน
          ๒. หากมีการหย่า สินสมรสจะต้องแบ่งภายใต้กฏหมายอิสลาม
          ๓. หากมีการหย่า คู่สมรสฝ่ายที่มิใช่มุสลิมมาแต่แรก [ซึ่งถือเป็นผู้เข้ารับอิสลาม ตามมาตรา ๔ วรรคแรก] จะเปลี่ยนศาสนาออกจากศาสนาอิสลามไม่ได้ การออกจากศาสนาอิสลามมีโทษ เมื่อเปลี่ยนศาสนาตามกฎหมายไม่ได้ หากใจไปฝักไฝ่ศาสนาอื่น จะมีโทษฐาน "ละทิ้งศาสนาอิสลาม" หรือ "การไม่เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติศาสนากิจอิสลามด้วยควา่มเลื่อมใส" มีโทษหนัก ถึงประหารชีวิต !
          ๔. หากคู่สมรสฝ่ายที่มิใช่มุสลิมมาแต่แรก จะสมรสใหม่ คู่สมรสคนใหม่ของเขาก็จะต้องกลายเป็นมุสลิมไปโดยอัตโนมัติตามกฏหมายอิสลาม และหากมีลูกก็จะต้องเป็นมุสลิมตามกฎหมาย จะออกจากศาสนาอิสลามไม่ได้
          ๕. ต้องเสียเงินงบประมาณมหาศาล ในการสร้าง
          ซูรอ (สภาที่ปรึกษาสูงสุดแห่งชาติ), และจัดตั้ง
          ศาลชารีอะห์ (ศาลอิสลาม) ขึ้นในศาลจังหวัดทุกแห่ง จัดตั้งขึ้นในศาลฎีกาทุกแห่ง บางจังหวัดมีศาลจังหวัดหลายแห่ง ทำให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการจัดตั้งแผนกคดีครอบครัวมรดกอิสลาม อีกนับร้อยแห่งทั่วราชอาณาจักร[มาตรา ๗],
          สำนักงานชารีอะห์ (สำนักทะเบียนอิสลาม ทำงานเหมือนสำนักงานเขต) และเงินเดือนของ
          กอฎี (เดิมใช้ชื่อ "ดะโต๊ะยุติธรรม" หมายถึง ผู้พิพากษา ซึ่งกอฎีไม่ใช่ภาษาไทย ไม่มีในพนจานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน การบัญญัติกฎหมายไทยจะต้องใช้ภาษาไทย เพื่อให้คนไทยเข้าใจและปฏิบัติตามได้)
          [มาตรา ๑๐ ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการเช่นเดียวกับผู้พิพากษา] ,[มาตรา ๘ กำหนดองค์คณะจะต้องประกอบด้วยกฎีไม่น้อยกว่า สองคน และผู้พิพากษาอีักหนึ่งคน และองค์คณะกอฎีของศาลฎีกา จะต้องประกอบด้วยกฎีไม่น้อยกว่าสามคน และผู้พิพากษาอีักสองคนการกำหนดองค์คณะดังกล่าวไม่เ็ป็นธรรม เพราะผู้พิพากษาอิสลามมีจำนวนมากกว่า ลงมติกี่ครั้งก็แพ้ฝ่ายอิสลามทุกครั้ง]
          จ้างเจ้าหน้าที่ศาล หรือที่ปรึกษา ไม่กำหนดว่าจะต้องมีความรู้กฎหมายไทย และไม่ได้กำหนดคุณวุฒิทางการศึกษาไว้ชัดเจน กำหนดเพียงแต่เป็นผู้มีความรู้ด้านนิติศาสตร์อิสลามเท่านั้น ซึ่งเป็นการรอบรับผู้จบการศึกษาจากโรงเรีบนปอเนาะ [มาตรา ๑๑],
          เงินค่าสวัสดิการครอบครัวข้าราชการ ให้กับภรรยาของข้าราชการไทยมุสลิมทั่วประเทศ ซึ่งสามารถมีภรรยาได้ถึง ๔ คน หรือมากกว่า (เมื่อภรรยาทุกคน เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว) และบุตรอีกไม่จำกัดจำนวน และอื่นๆ อีกมากมาย
          ๖. เงินค่าธรรมเนียมศาล และเงินค่าปรับ หรือเงินได้ใดๆ ในศาลอิสลามที่จะตั้งขึ้นตามกฎหมายนี้ กลับไม่ยอมให้นำเงินเป็นรายได้แผ่นดิน เหมือนในศาลอื่นๆ [มาตรา ๑๒]
          ๗. "การปฏิบัติตามข้อบัญญัติกฎหมายอิสลามตามพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน หากขัดหรือแย้งหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายใด ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจถือเป็นความผิดที่จะต้องรับโทษตามกฎหมายใด" [มาตรา ๑๔] บทบัญญัติีมาตรานี้ ให้ถือว่า คัมภีร์อัลกุรอานอยู่เหนือกฎหมายใดๆ แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ต้องอยู่ภายใต้คัมภีร์อัลกุรอาน เท่ากับประเทศไทยเสียเอกราชทางศาลให้แก่ศาสนาอิสลาม

ที่มา: 
http://www.aia.or.th/hotnews-hijab@watnongjok.htm#1
ร่วมกันเฝ้าระวัง #กฎมหายชารีอะห์ ประชาธิปัติ ผลักดันเต็มที่ ร่วมกันเฝ้าระวัง #กฎมหายชารีอะห์ ประชาธิปัติ ผลักดันเต็มที่ Reviewed by Mindful News on 06:55:00 Rating: 5

7 ความคิดเห็น :

  1. ประเทศไทยคือประเทศศาสนาพุทธ อยู่ดีๆให้มีกฎหมายแบบนี้ได้ยังไง ประชาธิปัตย์ เราเคารพท่านมาตลอด หวังว่าจะไม่โง่นะ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. อย่าไปสนับสนุนพรรคนี้นะครับ เมื่อก่อนผมไม่รู้ก็เคยเลือกพรรคนนี้ แอบออก พรบ. คุ้มครองศาสนาให้คนมุสลิมไปหลายฉบับแล้ว แถมเมียหัวหน้าพรรคได้ข่าวว่าเป็นคนมุสลิมด้วย

      ลบ
    2. อย่าไปสนับสนุนพรรคนี้นะครับ เมื่อก่อนผมไม่รู้ก็เคยเลือกพรรคนนี้ แอบออก พรบ. คุ้มครองศาสนาให้คนมุสลิมไปหลายฉบับแล้ว แถมเมียหัวหน้าพรรคได้ข่าวว่าเป็นคนมุสลิมด้วย

      ลบ
  2. เราไม่ได้ยึดติดว่าจะศาสนาใด แต่เราชอบศาสนาที่มีเหตุ-ผล ถาม-ตอบ อย่างมีเหตุผล อีกอย่างที่อ่านมา มันไม่มีความยุติธรรมเลยที่ ถ้าเราเปลี่ยนศาสนาจะมีการประหาร เหตุคือ ต้องการเปลี่ยนศาสนา ผลคือ ประหาร ??? บรรบุุรุษไทยที่รบราฆ่าฟันเสียเลือดเนื้อ เพื่อแผ่นดินไทย จู่ๆ ก็มีแต่พวกทำให้ประเทศ ฉิบ(ชิบ)หาย ทำไมนะ คนในประเทศไทยถึงเป็นแบบนี้ไปได้ เสียใจแทนบรรบุรุษ

    ตอบลบ
  3. อย่าไปเลือกพรรคา ปชป. รู้ไว้ด้วยพรรคนี้มันสนับสนุนศาสนาอิสลามมาตลอด ได้ข่าวว่าเมียของหัวหน้าพรรคาก็เป็นอิสลาม และคนในพรรคก็เป็นคนของศาสนาประมาณครึ่งหนึ่ง ศาสนานี้กำลังออก พรบ. คุ้มครองศาสนามัน แลัวยังรุกรานศาสนาพุทธเจ้าของประเทศอีกด้วย ใครที่เคยเลือกพรรคนี้ตาสว่างได้แล้ว

    ตอบลบ
  4. หมายความว่า กฏหมายอิสลาม ใหญ่กว่า กฏหมายของประเทศไทยอีกนะ อย่างนี้มันก็เหมือน ประเทศซ้อนประเทศสิ หากกฏหมายของประเทศไทย บังคับใช้กับคนอิสลามไม่ได้

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.