ทำไมชาวพุทธไทยจึงไม่วางใจในมุสลิม ทั้งๆที่เคยมีไมตรีกันมาก่อน !




"คุยกันฉันเพื่อน
ไม่ใช่หาเรื่อง แต่เพื่อเล่าเรื่อง
ทำไมชาวพุทธไทยจึงไม่วางใจในมุสลิม
ทั้งๆที่เคยมีไมตรีกันมาก่อน !"
+×÷=+×÷=

@ วันนี้ ผมขอเสนอตัวเองเป็นผู้แทนชาวพุทธไขข้อข้องใจว่าทำไมเราจึงไม่วางใจในพี่น้องมุสลิมเหมือนเมื่อก่อน ปัญหาจึงเกิดตามมาว่า เมื่อก่อน เราไว้ใจแค่ไหน ?
@ คำตอบคือ ไว้ใจมาก หลายสิบปีมาแล้ว พวกเราเคยทำหนังสือแจ้งประมุขของศาสนาคริสต์คาธอลิคขอให้เลิกใช้ศัพท์ทางพระพุทธศาสนา เช่น ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า พระสงฆ์ สามเณร เพราะความจริงที่พุทธใช้กับคริสต์ใช้แตกต่างกันมาก ระยะยาวอาจทำให้เกิดความสับสนในหมู่ศาสนิกของทั้งสองศาสนาว่าใครกันแน่คือผู้ให้กำเนิดคำนี้ ก็ได้
ทั้งนี้เราทราบมาว่า ที่องค์การศาสนาคริสต์ทำอย่างนั้นเพื่อหวังผลให้เกิดความกลมกลืนจะได้เห็นว่า ศาสนาคริสต์คือศาสนาของไทย ที่สัมพันธ์กับชีวิตของคนไทยมายาวนาน
ในขณะเดียวกันพวกเราก็ยกย่ององค์กรและโต๊ะอิหม่ามของศาสนาอิสลามว่า มีความเป็นธรรม ไม่เคยคิดเบียดเบียนศาสนาพุทธโดยใช้ศัพท์ของศาสนาตัวเอง ไม่มุ่งร้ายกับพุทธ อีกทั้งตามชุมชนต่างๆ พุทธ
@ แต่ความไว้วางใจเริ่มสะดุด เมื่อศาสนิกของอิสลามเริ่มมีบทบาททางเมือง และเริ่มแสดงอัตลักษณ์ของศาสนาอิสลามและความเป็นมุสลิมมากขึ้น ๆ ...เช่น ไม่สามารถร่วมกิจกรรมกับศาสนาพุทธได้ ในที่ประชุมบางแห่ง หากมีพระพุทธรูป ผู้สอนศาสนาอิสลามไม่สามารถเข้าประชุมด้วยได้ ตอนนั้น ชาวพุทธเราอ่อนแอมาก ตามใจมุสลิม ยอมย้ายที่ประชุม...ในขณะที่ชาวพุทธอย่างพวกผมเริ่มตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้น ? แล้วอย่างนี้ เราจะอยู่กันอย่าง ไร ?
@ ความระแวงเริ่มเกิดขึ้น เมื่อคุณวัน มะหะหมัด นอร์ มะทา ได้เป็นผู้แทนเป็นประธานสภาและเป็นรัฐมนตรี ซึ่งพุทธทราบว่มีการเกลี้ยกล่อมเจ้าหน้าที่ให้เปลี่ยนศาสนาจากพุทธเป็นมุสลิมโดยเสนอตำแหน่งให้ และบางทีก็ให้แต่งงานกับคนมุสลิม ซึ่งการแต่งงานเป็นการเปลี่ยนศาสนาอย่างชอบธรรมตามหลักการของมุสลิมและนุ่มนวลที่สุด และยังทำกฏหมายเพื่อศาสนาอืสลามเป็นการเฉพาะออกมาถึง ๕ ฉบับ (ปัจจุบันมี ๘ ฉบับแล้ว) ซึ่งกฏหมายแต่ละฉบับ ดูแล้วจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอยู่ร่วมกับศาสนาอื่น โดยเฉพาะพุทธ
@ ความระแวงมาขยายตัวและเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น เมื่อพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ครองอำนาจทางทหารและปฏิวัติ จะปูทางให้ใครไม่รู้ แต่ที่รู้คือพลเอกสนธิใช้อำนาจที่ท่านมีเอื้ออำนวยให้กิจการของศาสนาอิสลามขยายตัวอย่างมาก โดยการเคลื่อนย้ายคนกระจายไปอยู่ตามภาคต่างๆในประเทศ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเพื่อไว้รองรับการสร้างมัสยิดทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้คนมุสลิมขยายตัวอย่างชอบธรรม เนื่องจากสร้างกฏหมายรองรับไว้แล้ว สุงสุดให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และให้เป็นที่ปรึกษาผู้ว่า หากคิดว่าพุทธระแวงเกินเหตุ ก็ให้ดูจดหมายที่ติดต่อกันระหว่างพลเอกสนธิกับท่านจุฬาราชมนตรีซึ่งเผยแพร่อยู่ทางโซเชียลเนตเวอร์ค
@ ในครั้งนั้น นักวิชาการอิสลามและโต๊ะอิหม่ามเองก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวกับพุทธ ขนาดที่ว่า เวลาไปทำพิธีถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวด้วยกันที่ท้องสนามหลวง พุทธให้เกียรติศาสนาอื่นถวายก่อน ที่เรางงมาก คือ โต๊ะอิหม่ามของศาสนาอืสลามเวลาถวายพระพรเสร็จ เดินออกเลยไม่ยอมอยู่ฟังพุทธถวายพระพร อ้างว่าเป็นบาปฟังไม่ได้
@ นี่คือความในใจคร่าวๆ ที่ขอเล่าให้ฟังก่อน เพื่อประกอบการยื่นฟ้องท่านนายกให้รู้ว่า ที่มาที่ไปของกระแสเกลียดชังมาจากอะไร ?
@ เอาละครับ อ่านแล้วอย่าโกรธกันนะ เราคุยกันฉันเพื่อน ผมยินดีรับฟังความเห็นของท่านทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ผมขอสงวนไม่ต่อล้อต่อเถียงกับ "ตุ๊ด" นะครับ
อยากรู้ว่า เขาคือใคร ? ไม่ช้าหรอกครับ เดี๋ยวก็จะรู้ พูดถึงแล้วขยะแขยงครับ
ผมกลัวแกจะไปทำให้พระดังเสียพระ !
@ สุดท้ายลงภาพดีๆจากใต้ให้ดูกัน ก่อนจะเล่าเรื่องดีๆให้อ่านกันพรุ่งนี้...

ที่มา:  Banjob Bannaruji
ทำไมชาวพุทธไทยจึงไม่วางใจในมุสลิม ทั้งๆที่เคยมีไมตรีกันมาก่อน ! ทำไมชาวพุทธไทยจึงไม่วางใจในมุสลิม  ทั้งๆที่เคยมีไมตรีกันมาก่อน ! Reviewed by Mindful News on 08:48:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น :

ขับเคลื่อนโดย Blogger.