ชาวพุทธหวั่น ‘เฮทสปีช’ เติมเชื้อไฟขัดแย้ง

ชาวพุทธหวั่น‘เฮทสปีช’เติมเชื้อไฟขัดแย้ง วิสาขบูชาชง‘พุทธวิถีสู่สันติภาพโลก’ : พระปราโมทย์ วาทโกวิโทและสำราญ สมพงษ์ มหาบัณฑิตสันติศึกษา มจร รายงาน

            เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลกเวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่งในวันที่ 20 พฤษภาพคม พ.ศ.2559นี้ ชาวพุทธทั่วโลกได้จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้ชาวโลกให้ทราบว่าถึงปัญหาความขัดแย้ง รุนแรง และสงครามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้โลกร้อนทั้งกายภาพ พฤติภาพ จิตภาพ และปัญญาภาพ อันเกิดมาจากสาเหตุของปัญหาประมวลทั้งลงมาแล้ว 5 ประการคือ ข้อมูลข่าวสาร โครงสร้าง ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์และค่านิยม ต่างก็ถวิลหาโลกแห่งสันติภาพ แต่เสียงนั้นดูเหมือนจะด้อยกำลัง เพราะผู้มีอำนาจโลกต่างก็มองว่าความรุนแรงและสงครามก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ดังนั้นชาวพุทธจึงได้ประกาศให้โลกรู้ว่าวิธีการของการแก้ปัญหาหรือที่เรียกว่า "มรรค" นั้นมีอยู่ เพียงแต่จะถูกนำไปใช้หรือไม่ 
            การเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลกปีนี้มีความพิเศษอยู่ประการหนึ่งคือนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานอกจากจะเปิดทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.จัดงานเป็นปีที่ 2 แล้ว ยังได้ส่งสาส์น มายังประเทศไทยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกเป็นครั้งแรก เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันวิสาขบูชา ความว่า
            "ขอแสดงความยินดีถึงผู้ร่วมงานวันวิสาขบูชา วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญเกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 ประการ คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ, ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ในวันเดียวกันของพระพุทธเจ้า สำหรับชาวพุทธหลายล้านคนทั่วโลก ได้ใช้โอกาสนี้ เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ และระลึกถึงคุณงามความดีของปัญญา ความพากเพียร และ เมตตาธรรมที่วัด ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก การปฏิบัติดั่งนี้ของการอ่อนน้อมของชาวพุทธทั้งชาย หญิงและ เด็ก ๆ มีความภาคภูมิใจประเพณีและพุทธศาสนา เพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศาสนา ดั่งนิยามได้ว่าเราเป็นมนุษยชาติที่เกิดมาร่วมกันดั่งที่คุณมาพร้อมกันเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสนี้ กระผมขอให้ทุกท่านจงประสบความโชคดี"
            สำหรับประเทศไทยนั้นได้มีหลายภาคส่วนร่วมกันจัดงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล ได้มอบหมายให้  มจร ภายใต้การนำของพระพรหมบัณฑิต กรรมกามหาเถรสมาคม อธิการบดี เป็นแม่งานได้ร่วมกับภาคเครือข่ายชาวพุทธทั่วโลก จัดงานวิสาขบูชาโลกประจำปี 2559 ขึ้นที่ มจร  อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และที่ศูนย์การประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ "พุทธวิถีสู่สันติภาพโลก" ระหว่างวันที่ 22 - 23 พ.ค. นี้ ซึ่งมีประเทศสมาชิกเข้าร่วม 85 ประเทศ
            เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวพุทธไทยและประชาชนทั่วไปได้ทราบการจัดกิจกรรมดังกล่าว พระพรหมบัณฑิตพร้อมด้วยนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ออกรายการเดินหน้าประชารัฐ ทางช่อง 11 เมื่อคืนวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา
            อธิการบดี มจร กล่าวว่า  พระพุทธศาสนาเป็นศาสนามนุษยนิยม เรามองว่าปัญหาต่างๆ เราสร้างขึ้น เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา เช่น ความโลภทำให้เกิดความขัดแย้ง  มนุษย์เป็นผู้ลิขิตเอง คนเรานี่หละ คือ ต้นเหตุ คำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ธรรมชาติคนจะแยกจากกัน แต่ธรรมะจะทำให้คนรวมกัน ถือว่าเป็นลิ่มสลักของสังคม มองเห็นประโยชน์ของความสามัคคี เราเน้นความรักต่อกัน กระตุ้นคุณธรรมความดี สังคมจะน่าอยู่ขึ้น  สันติภาพจะเกิดขึ้น พระพุทธศาสนาเน้นให้เรานึกถึงสิ่งที่ดีงาม  ธรรมะจึงเป็นสลัก ให้สังคมดีขึ้น
       
            "เราควรให้การศึกษาเรื่องธรรมะ เหมือนเราต้องมีตาสองข้าง คือ ตาประกอบอาชีพ  กับ ตาแห่งธรรมะ  เราต้องสร้างดวงตาแห่งธรรมะ เพราะทางโลกสร้างอาวุธเพื่อทำร้ายกัน แต่ต้องสร้างตาธรรมะควบคุมควบคู่ไปด้วย  ประกอบอาชีพอย่างไรจะทำให้สันติสุข   เราจะรวยอย่างไรด้วยการไม่เบียดเบียนกัน รวยอย่างไรออกไปช่วยเหลือสังคม เราต้องสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพในสังคมโลก   และสื่อต้องช่วยกันขยายสันติภาพมากๆ   ชวนคนในครอบครัวไปวัดด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน  เราเป็นคนดี ทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย เพื่อนำไปสู่สันติภาพโลกอย่างแท้จริง  ชีวิตนี้อย่ามีแค่  อนุบาลแห่งความสุข  แต่ต้องไปถึงปริญญาเอกแห่งความสุข  สุขจากภายในอย่างแท้จริง" พระพรหมบัณฑิต กล่าว
            นายสุวพันธุ์กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่หลักในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา  สนับสนุนการศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีการดูแลเรื่องกิจการปกครอง  การศึกษา  เผยแผ่พระพุทธศาสนา  ของคณะสงฆ์ คณะสงฆ์ได้ช่วยเหลือรัฐบาลมากมาย
            และในวันเดียวกันนี้บัณฑิตวิทยาลัย ร่วมกับคณะพุทธศาสตร์ วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร รวมถึงสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศกว่า ๒๐ แห่ง จัดการสัมมนาวิชาการนานาชาติเชื่อมสันติภาพ ภายใต้คำว่า  "Theme :   Buddhist  Path  to World  Peace" ด้วยการนำเสนอผลงานทางวิชาการ เป็นการทำลายกำแพงระหว่างกันแล้วสร้างสะพานเชื่อมไปหากัน โดยมีพระพรหมบัณฑิตเป็นประธานเปิดงาน
            เวทีแห่งนี้ได้มีการหยิบยก  เรื่อง "ความรุนแรงต่อชีวิตในสังคม" โดยชี้ให้เป็นว่าสังคมปัจจุบันนี้ใช้ความรุนแรงทางวาจามาก ด้วยการสร้างวาทกรรมสร้างความเกลียดชังต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ดูถูก เหยียดหยาม ใส่ร้าย ด่าทอ   เป็นการสื่อสารเชิงลบมากกว่าเชิงบวก  ขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องการสื่อสารหลักๆ  คือ  "สัมมาวาจา ปิยวาจา วจีสามัคคี วจีสุจริต" การสื่อสารที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำเตือนเพื่อการสร้างสันติภาพ   คือ "จริง   ไพเราะ     เหมาะกาล      ประสานสามัคคี      มีประโยชน์    ประกอบด้วยเมตตา "
            มีการกล่าวว่า "เหตุใดมนุษย์บางคนบางกลุ่มจึงตัดสินใจใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาตนเอง ครอบครัว องค์กร  สังคม ประเทศ  และระดับโลก  ทั้งๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายนำมาซึ่งความทุกข์"
            นอกจากนี้ หลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาวิชาสันติศึกษา มจร ยังได้ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า จัดงานรวมพลคนทำงานสันติภาพจาก 5 ทวีป ภายใต้แนวคิดจากสันติภาพโลกสู่สันติภาพชุมชน จาก 17 ประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อียิปต์ ศรีลังกา สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย เมียนมา เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา ฯลฯ ไปศึกษาต้นแบบหมู่บ้านสันติภาพ บ้านค่าคอยนาง อ.ปรางกู่ จ.ศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 19 - 20 พ.ค. 2559 จากนั้นผู้แทนทั้ง 17 ประเทศ เข้าร่วมงานวิสาขบูชาโลกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพวันที่ 22 พ.ค.ที่ที่ศูนย์การประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ  
            การรวมพลคนทำงานสันติภาพ จากทุกทั่วมุมโลก ได้สอดคล้องกับหัวข้องานวิสาขบูชาโลกในปีนี้ ที่จะใช้หลักพระพุทธศาสนาเพื่อสร้างสันติภาพให้แก่โลก มาสู่การปฏิบัติ รวมทั้งทำให้ทั่วโลกได้เห็นต้นแบบของประเทศไทย ที่ได้นำหลักสูตรสันติศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกของ มจร. มาต่อยอดสู่การปฏิบัติในการพัฒนาชุมชนต้นแบบให้เกิดขึ้นจริงด้วย ในขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครนิสิตระดับปริญญาโทและเอก ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 พ.ค. 2559 สอบถามเพิ่มเติมที่ www.ps.mcu.ac.th หรือที่ facebook : MCUpeaceFC

 
ชาวพุทธหวั่น ‘เฮทสปีช’ เติมเชื้อไฟขัดแย้ง ชาวพุทธหวั่น ‘เฮทสปีช’ เติมเชื้อไฟขัดแย้ง Reviewed by Mindful News on 10:24:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น :

ขับเคลื่อนโดย Blogger.