กฎหมายมันเป็นของกลางๆ อยู่ที่คนนำมาใช้ว่าเป็นคนชั่วหรือคนดี

สู้กันทางความคิด
ต้องรู้จักตั้งคำถามกลับบ้าง
อย่าปล่อยให้เขาเปิดประเด็น
ไล่เบี้ยรังแกข้างเดียว

เพราะมีมนุษย์บางประเภท 
ชอบเอากฎหมายทางโลกมาอ้าง
เพื่อจะปรับอาบัติทางสงฆ์ 
จะหาเรื่องจับพระติดคุก



เช่น พระรับถวายที่ดินเป็นการส่วนตัว
ถือเป็นการผิดพุทธบัญญัติ
จะเอาเหตุผลทางโลกมาล้มล้างไม่ได้
ทั้งที่จริงพระก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง
มีสิทธิถือครองทรัพย์ที่มีผู้ศรัทธาถวาย
ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย

แต่เป็นการทำให้ชัดเจนว่า
เขาถวายพระ ไม่ได้ถวายวัด
เป็นการทำให้หมู่คณะเกิดความชัดเจนว่า
ไม่ได้ยักยอกทรัพย์ของวัดมาเป็นของส่วนตน
จะได้ไม่เกิดคลางแคลงใจมาฟ้องร้องกันภายหลัง

เพราะบางกรณีพ่อแม่เกิดเสียชีวิตกะทันหัน
ไม่ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ ขณะที่ลูกก็มาบวชเป็นพระ
ซึ่งตามกฏหมาย มรดกนั้นก็ต้องตกเป็นของพระลูกชาย
ที่มาบวชทันที โดยไม่ต้องมีใครมาถวายเลย

ถ้ายังหาเรื่องกันไม่จบ แบบนี้ต้องถามกลับว่า 
ตั้งแต่โบราณมา ก่อนจะสร้างวัด 
พระเจ้าแผ่นดินต้องยกที่ดินให้เป็นวิสุงคสีมา
ถามว่าแบบนี้พระเจ้าแผ่นดินล้มล้างพุทธบัญญัติมั้ย ?
เชื่อว่าคนที่ถามมาอาจไม่ได้คิดถึงเรื่องแง่มุมนี้

บางเรื่องมันไม่ใช่การทำผิดกฎหมาย 
ไม่ได้ทำผิดธรรมวินัย แต่เป็นเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ
ที่ทำสืบต่อกันมา ด้วยเจตนายอยกพระพุทธศาสนา
เพราะเขาถือว่าประเทศเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน
ถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่ยกที่ดินให้เป็นสัดส่วน 
พระก็ไม่มีที่พำนักเพื่อปฏิบัติกิจของสงฆ์ตามธรรมวินัย

การตั้งคำถามหาเรื่องกัน ก็คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า
บางกรณีกฎหมายไม่ได้มีปัญหา 
แต่มีปัญหาที่การบังคับใช้กฎหมาย 
คือเอาเรื่องกฎหมายมาพัวพันเรื่องทางสงฆ์ 
เพื่อจะหาเรื่องพระให้มีความผิด จะจับพระติดคุกนั่นเอง
 

ใช้กฎหมายทางโลกมาปรับอาบัติทางสงฆ์ แล้วจับพระสึก ถ้าพระไม่แน่นทั้งกฎหมายและธรรมวินัย
จะรักษาพระศาสนาไม่อยู่ คนบาปมันเยอะ
จ้องแต่จะใช้แง่กฎหมายเอาผิดพระ ไม่สนใจความถูกต้องชอบธรรมในเรื่องอื่นๆ


๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๙

๑๐.๒๕ น.
 


กฎหมายมันเป็นของกลางๆ อยู่ที่คนนำมาใช้ว่าเป็นคนชั่วหรือคนดี กฎหมายมันเป็นของกลางๆ อยู่ที่คนนำมาใช้ว่าเป็นคนชั่วหรือคนดี Reviewed by janjaoka pim on 23:30:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น :

ขับเคลื่อนโดย Blogger.