#อิสลามศึกษา : การบิดเบือนคำภีร์ โดยครูผู้สอนศาสนา เพื่อประโยชน์ของพวกตน




ชี้แจงข้อเท็จจริงของแนวทางศูฟีย์(ตะเซาวุฟ)จากการโพสของ “ วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ Wisoot Binlateh ” โดยครูของเราอาจารย์อารีฟีน แสงวิมาน สมาชิกสภาตะเซาวุฟโลก,สมาชิกสภาอุลามาอฺ อัลฟะฏอนีย์ ดารุสสลาม มูลนิธิ.
ท่านอาจารย์อารีฟีน แสงวิมาน ชี้แจงว่า
มีพี่น้องได้ส่งบทความหนึ่งมาให้ผม เพื่อทำการชี้แจง ซึ่งบทความนี้มาจากเฟสที่ใช้ชื่อ Wisoot Binlateh ซึ่งผมคิดว่ามีความจำเป็นจะต้องทำการชี้แจงและสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องกับพี่น้องมุสลิม เนื่องจาก Wisoot Binlateh นั้นได้กล่าวถึงซูฟีย์แบบเหมารวมโดยมิได้แยกแยะกลุ่ม อาจจะทำให้พี่น้องมุสลิมเข้าใจผิดว่าข้อเขียนดังกล่าวนั้นเป็นหลักการและความเข้าใจของซูฟีย์อย่างเป็นเอกฉันท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุลามาอฺอัลอัซฮัรส่วนใหญ่มีแนวทางซูฟีย์ และท่านอิหม่ามอัลหะซัน อัลบันนา ผู้ก่อตั้งกลุ่มอิควาน ก็เป็นซูฟีย์
ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงคุณสมบัติของครูผู้ชี้นำ(ชัยค์มุรชิด)ตามหลักการของซูฟีย์ ซึ่งมีหลักใหญ่ๆ ดังนี้ (1)จะต้องรู้ถึงกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์ของท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (2)จะต้องรู้ถึงหลักอะกีดะฮ์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ที่ถูกต้อง (3)จะมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกระบวนการขัดเกลาจิตใจและจิตวิญญาณ รู้ถึงโรคต่างๆ ของจิตใจ กลลวงของชัยฏอน เป็นต้น (4)ต้องได้รับอนุญาตจากชัยค์คนก่อนหน้าให้ทำการตัรบียะฮ์ด้วยการได้รับอิญาซะฮ์เพื่อยืนยันถึงความมีคุณสมบัติ
ดังนั้นชัยค์มุรชิดที่มีคุณสมบัติหลักๆ เหล่านี้ จะไม่สั่งให้ลูกศิษย์กระทำสิ่งใดนอกจากความเป็นดีงามและไม่ขัดกับหลักของกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์นั่นเอง
ต่อไปนี้ ผมจะขอชี้แจงพอสังเขปเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1. Wisoot Binlateh กล่าวว่า “ฐานะของครูในหมู่สาวกซูฟีย์เปรียบดังนบีในหมู่อุมมะฮฺของท่าน”
ข้อชี้แจง:
ภารกิจของบรรดานะบีย์นั้น คือ การเรียกร้องหัวใจของผู้คนทั้งหลายให้เขาหาอัลลอฮฺตะอาลา ชัยค์(ครู)ในแต่กลุ่มของแนวทางซูฟีย์นั้น ทำหน้าที่ในการเป็นสื่อและช่วยเหลือให้บรรดาเหล่าสานุศิษย์ได้ตามกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์นะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะชัยค์คือธรรมทายาทของท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่จะคอยเรียกร้องและนำพาหัวใจของผู้คนทั้งหลายให้เข้าหาและผูกพันอยู่กับอัลลอฮฺและแสดงออกมาทางพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความเป็นบ่าวที่ต่ำต้อยต่อพระองค์ ดังนั้นชัยค์คือผู้ที่ทำงานของท่านนะบีย์นั่นเอง
ประการที่ 2. Wisoot Binlateh กล่าวว่า “ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธคำครู แม้คำครูจะขัดแย้งกับอัลกุรอานและซุนนะฮฺก็ตาม”
ข้อชี้แจง:
ประการที่ 2 นี้ ใช้ศัพท์ผิดและเข้าใจผิด เพราะที่ถูกต้องนั้นคือ “ต้องไม่คัดค้านครู” เพราะเป็นมารยาทหนึ่งที่ศิษย์มีต่อครูนั้น ก็คือ ศิษย์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของครูถึงแม้จะปรากฏว่าศิษย์จะขัดแย้งกับครูก็ตาม(ไม่ใช่สำนวนที่ว่า แม้ครูจะขัดกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์ก็ตาม) กล่าวคือ เมื่อลูกศิษย์มีความรู้มากมายและรู้ถึงทัศนะข้อขัดแย้งต่างๆ จากประเด็นข้อปลีกย่อยทางฟิกห์ เป็นต้น หลังจากนั้นเขาก็ยอมเป็นศิษย์กับชัยค์ที่มีคุณสมบัติครบเงื่อนไข แล้วชัยค์ก็ได้สั่งใช้ให้กระทำสิ่งที่ขัดกับทัศนะของศิษย์ในเรื่องข้อขัดแย้ง ก็จำเป็นที่ศิษย์ต้องปฏิบัติตามทัศนะของครูและไม่คัดค้าน เช่น สมมุติว่าศิษย์มีทัศนะว่า การเหนียตละหมาดนั้นต้องอยู่พร้อมกับตักบีร แต่ครูบอกว่าให้เหนียติละหมาดก่อนตักบีรเล็กน้อย ก็ให้ลูกศิษย์ปฏิบัติตามครูหากแม้ว่าจะขัดกับทัศนะของศิษย์ก็ตาม เป็นต้น
หรือจะเข้าใจอีกนัยหนึ่งว่า ไม่คัดค้านครูแม้คำพูดหรือการกระทำของครูจะขัดแย้งกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์ หมายถึง ครูนั้นไม่มะซูม(ถูกปกป้องจากความผิด)เมื่อครูได้พูดผิดหรือได้กระทำสิ่งที่ผิดขัดกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ก็อย่าเพิ่งพูดเชิงคัดค้านเพื่อเป็นมารยาทในเบื้องต้น หลังจากนั้นก็สามารถถามครูเพื่อขอความกระจ่างได้เพราะสิ่งที่ครูพูดไปนั้นอาจจะพูดลืมหรือผิดพลาด และถ้าหากครูกระทำสิ่งที่ผิดหลักศาสนา เราก็อย่าไปคัดค้านหรือตักเตือนครู แต่เราให้ดุอาอฺให้กับครูเพราะเมื่อครูทราบว่าสิ่งที่กระทำมันผิดพลาดตามหลักการของกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์นั้น ครูก็จะรีบกลับตัวโดยเร็วอยู่แล้ว
ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ละหมาดอัสริ 2 ร็อกอะฮ์โดยมิได้เดินทาง เมื่อละหมาดเสร็จท่านอะบูบักรและท่านอุมัรไม่กล้าที่จะคัดค้าน แต่ในที่สุดซุลยะดัยน์ก็เข้าไปถามเพื่อขอความกระจ่าง ปรากฏว่าท่านนะบีย์ลืมอีก 2 ร็อกอะฮ์ และท่านนะบีย์ก็ทำการละหมาดต่ออีก 2 ร็อกอะฮ์ จนกระทั่งละหมาดอัสริครบ 4 ร็อกอะฮ์ ดังนั้นมารยาทของศ่อฮาบะฮ์นั้นจะไม่คัดค้านแต่จะขอคำชี้แจงเพื่อความกระจ่างหลังจากนั้น
และอีกตัวอย่าง คือซุลคุวัยศิเราะฮ์ เผ่าบะนีตะมีม จากเมืองนัจดี(เป็นเผ่าและเป็นเมืองเดียวกับชัยค์มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮ์ฮาบได้เกิด) ได้เห็นนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทำการแบ่งทรัพย์สงครามหะนัยน์ และท่านนะบีย์แบ่งจนกระทั่งหมดเขาจึงไม่ได้รับ แล้วเขาก็กล่าวคัดค้านนะบีย์ต่อหน้าผู้คนทั้งหลายว่า “โอ้มุฮัมมัด ท่านจงยุติธรรมน่ะ!” ความไร้มารยาทของเขาทำให้บรรดาศ่อฮาบะฮ์ไม่พอใจและเขาก็ห่างไกลจากคำสอนของท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จนกลายเป็นหัวหน้าคลุ่มค่อวาริจญฺในหน้าที่เพราะไม่มีมารยาท มิเช่นนั้น คนที่เคยเป็นศิษย์เป็นครูกัน ก็ต้องมาทะเลาะโต้กันไปโต้กันมาเหมือนกับที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ วัลอิยาซุบิลลาฮ์
ประการที่ 3. Wisoot Binlateh กล่าวว่า “ต้องเห็นชอบกับคำครูทั้งตัวและหัวใจ”
ข้อชี้แจง:
ใช้ศัพท์ผิด ซึ่งที่ถูกต้องนั้นคือ ให้รักและให้เกียรติครูทั้งภายนอกและภายใน หมายถึง ภายนอกต้องแสดงมารยาทที่ดีงาม อย่าพูดเสียงดังต่อหน้าครูและแสดงกิริยาทมารยาทที่ไม่ดีต่อหน้าครู ส่วนภายในนั้น ต้องมีความรักและเกียรติครูเสมอ ซึ่งหลักการนี้ มิใช่ต้องนำมาใช้กับครูเท่านั้นแต่จำเป็นต้องนำไปใช้กับพี่น้องมุสลิมด้วยเช่นกัน แต่การให้ความรักและเกียรติต่อครูนั้นต้องไม่เกินขอบเขตจนกระทั่งไปละเมิดครูคนอื่น(ว่าครูฉันดีกว่าและแจ๋วกว่าอย่างนั้นอย่างนี้)และต้องไม่ให้เกียรติเกินจนเลยเถิดของความเป็นมนุษย์
ประการที่ 4. Wisoot Binlateh กล่าวว่า “คำครูถือเป็นบทบัญญัติ ไม่ว่าจะมีสาระหรือไม่มีสาระก็ตาม”
ข้อชี้แจง:
ผมศึกษาแนวทางตะเซาวุฟ ไม่เคยเห็นสำนวนแบบนี้ทั้งภาษาไทยและอาหรับจากตำราของปราชญ์ซูฟีย์เลยครับ
คำพูดของครูนั้นไม่ใช่เป็นบทบัญญัติแต่เป็นมันฮัจญฺ(หลักสูตรหรือแนวทาง)ในการสอนสานุศิษย์ที่ยินยอมให้ครูทำการอบรมสั่งสอนและขัดเกลาจิตใจ เช่น ครูบอกว่า จงศ่อละวาตะวันละ 300 ครั้ง และกล่าว ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮวันละ 12,000 ครั้ง ก็จำเป็นต้องทำในเชิงของมารยาทระหว่างศิษย์กับครูเหมือนกับนายแพทย์ที่สั่งให้ผู้ป่วยกินยามที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตาม ก็ต้องไปหาแพทย์คนอื่น
ประการที่ 5. Wisoot Binlateh กล่าวว่า “ต้องไม่มีความลับกับครู”
ผมค้นคว้าจากตำราของปราชญ์ซูฟีย์แล้ว ไม่พบเงื่อนไขนี้ แต่มีมารยาทที่ว่า “จงรักษาปกป้องเกียรติของครูตอนที่อยู่ลับหลังเหมือนกับรักษาเกียรติของครูขณะที่อยู่ต่อหน้า” แต่สมมุติว่า มีมารยาทข้อนั้นจริงๆ ก็หมายถึง ไม่มีความลับในเรื่องของศาสนาไม่ใช่เรื่องดุนยา หมายถึง การปฏิบัติอะมัลอิบาดะฮ์และสภาวะจิตใจนั้น ต้องเปิดเผยให้ชัยค์ทราบ เพราะเมื่อชัยค์รู้ว่าอะมัลอิบาดะฮ์ถดถอยลง ชัยค์ก็จะให้คำแนะนำและให้ดุอาอฺเพื่อให้มีปณิธานมีความเข้มแข็ง แต่หากศิษย์ปฏิบัติอิบาดะฮ์อย่างจริงจังอย่างสม่ำเสมอและสภาวะจิตใจดีขึ้น ชัยค์ก็จะคำแนะนำและให้วิริดเพิ่มเข้ามาอีก พร้อมชัยค์จะขอดุอาอฺให้ ซึ่งเหมือนกับผู้ป่วยกับแพทย์ หากผู้ป่วยต้องยอมเปิดเผยอาการโรคทั้งหมดให้แพทย์รู้ เพราะหากแพทย์จะไม่รู้ ก็จะรักษาไม่ได้ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายตามมา เป็นต้น
ประการที่ 5. Wisoot Binlateh กล่าวว่า “คำสอนซูฟีย์นี้สอดคล้องกันดีกับลัทธิชีอะฮฺที่บูชาอิหม่าม”
ข้อชี้แจง:
ประการที่ 5. Wisoot Binlateh กล่าวว่า “(เพราะพวกเขาเชื่อว่าอัลกุรอานมีความหมายแบบเปิดเผยและแบบลับ ในส่วนของความหมายแบบลับนั้น จะมีผู้เข้าใจได้ก็เฉพาะครูของตนเท่านั้น)”
ข้อชี้แจง:
เข้าใจผิด เพราะต้องแยกไม่ออกระหว่างความหมายที่ปรากฏชัดเจนตามถ้อยคำภาษาอาหรับตรงตัว และความหมายที่มีความลึกซึ้งมาบ่งถึงเชิงตะเซาวุฟ (อัลอิชารีย์) ซึ่งความหมายเหล่านี้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจะรู้และนำมาอธิบายให้ผู้คนทั้งหลายทราบไม่ใช่รู้เพียงแค่ครูของตนเองเท่านั้น
เช่น ท่านอิบนุกะษีร ร่อหิมะฮุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า
قَالَ تَعَالَى: { إِنَّا نَحْنُ نُحْيِي الْمَوْتَى } أَيْ: يَوْمَ الْقِيَامَةِ، وَفِيْهِ إشَارَةٌ إِلَى أَنَّ اللهَ تَعَالَى يُحْيِي قَلْبَ مَنْ يَشَاءُ مِنَ الْكُفَّارَ الَّذِيْنَ قَدْ مَاتَتْ قُلُوْبُهُمْ بِالضَّلاَلَةِ، فَيِهْديْهِمْ بَعْدَ ذَلِكَ إِلَى الْحَقِّ
“อัลลอฮฺตะอาลาทรงตรัสว่า “แท้จริงเราได้ทำให้คนตายฟื้นคืนชีพขึ้นมา” หมายถึง ในวันกิยามะฮ์ และในคำตรัสนี้ยังบ่งชี้อีกว่า อัลลอฮฺตะอาลาจะทรงทำให้มีชีวิตกับหัวใจของผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากพวกกุฟฟารที่หัวใจของพวกเขาได้ตายไปเนื่องจากความลุ่มหลง แล้วหลังจากนั้นพระองค์จะชี้นำพวกเขาไปสู่สัจธรรม” อิบนุกะษีร, ตัฟซีรอิบนิกะษีร, เล่ม 6, หน้า 565.
จากการอธิบายของท่านอิบนุกะษีร จะพบว่ามีการอธิบายอัลกุรอาน 2 แบบ
1. อธิบายแบบทั่วไปตรงความหมายของถ้อยคำ คืออัลลอฮ์ทำให้พวกกุฟฟารฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์
2. อธิบายแบบอิชารีย์(เชิงตะเซาวุฟ) คืออัลลอฮ์จะทำให้หัวใจของพวกกุฟฟารที่ตายแล้วมีชีวิตชีวาด้วยการชี้นำไปสู่สัจธรรม
โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ลิงค์นี้ครับ
จากสิ่งที่ผมได้ชี้แจงข้อเท็จจริงมาข้างต้นนั้น ซูฟีย์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์จึงไม่เหมือนชีอะฮ์แน่นอนครับ

ที่มา: อะหมัดรอชีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์
#อิสลามศึกษา : การบิดเบือนคำภีร์ โดยครูผู้สอนศาสนา เพื่อประโยชน์ของพวกตน #อิสลามศึกษา : การบิดเบือนคำภีร์ โดยครูผู้สอนศาสนา เพื่อประโยชน์ของพวกตน Reviewed by Mindful News on 09:52:00 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น :

ขับเคลื่อนโดย Blogger.